Page 20 - ตัวอย่าง หนังสือเรียน วรรณคดี ม.2
P. 20

20
                            บทประพันธ์ข้�งต้นม�จ�กวรรณคดี เรื่อง ลิลิตพระลอ เป็นก�รพรรณน�ธรรมช�ติ

           ซึ่งกล่�วถึงพฤติกรรมของลิงที่โลดแล่นไปต�มกิ่งไม้บ้�ง ยื้อแย่งผลไม้กันบ้�ง และวิ่งไล่กันไปม�บ้�ง

           จะเห็นได้ว่�ลักษณะเด่นของบทประพันธ์นี้คือ ก�รเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะ กวีนำ�คำ�ที่มีเสียง
           พยัญชนะต้นเป็นเสียง /ล/ จำ�นวนหล�ยคำ�ม�ใช้ร่วมกัน โดยทุก ๆ คำ�ล้วนมีคว�มหม�ยและสอดคล้อง
           กลมกลืนกับเนื้อคว�มที่ต้องก�รนำ�เสนอ

                          ๒) การเล่นเสียงสัมผัสสระ คือ ก�รนำ�คำ�ที่ประกอบด้วยสระเสียงเดียวกันและอยู่ใน

           ม�ตร�ตัวสะกดเดียวกันม�ใช้เพื่อรับส่งสัมผัส โดยสัมผัสสระถือเป็นข้อบังคับท�งฉันทลักษณ์ที่กำ�หนด
           ให้ใช้ในก�รแต่งร้อยกรองเพื่อคว�มคล้องจอง แต่กวีก็มักจะสร้�งสรรค์บทประพันธ์โดยเพิ่มก�รเล่นเสียง
           สัมผัสสระนอกเหนือจ�กข้อบังคับท�งฉันทลักษณ์ โดยเพิ่มเป็นสัมผัสภ�ยในวรรค ตลอดจนแต่ง

           คำ�ประพันธ์ด้วยก�รเล่นเสียงสัมผัสสระหล�ยตำ�แหน่งตลอดทั้งบท เช่น


             ตัวอย่างที่ ๑



                              อันช�ติใดไร้ช่�งชำ�น�ญศิลป์       เหมือนน�รินไร้โฉมประโลมสง่�
                          ใครใครเห็นไม่เป็นที่จำ�เริญต�          เข�จะพ�กันเย้ยให้อับอ�ย

                        บทเสภ�ส�มัคคีเสวก ตอน วิศวกรรม� พระร�ชนิพนธ์ในพระบ�ทสมเด็จพระมงกุฎเกล้�เจ้�อยู่หัว
                                                        จ�ก (บทอ�ขย�นภ�ษ�ไทย ของกระทรวงศึกษ�ธิก�ร,
                                                   สำ�นักง�นคณะกรรมก�รก�รศึกษ�ขั้นพื้นฐ�น, ๒๕๕๓ : ๑๖)



                            บทประพันธ์ข้�งต้น จะเห็นได้ว่�มีก�รใช้สัมผัสสระต�มข้อบังคับท�งฉันทลักษณ์

           ของกลอนเสภ� ได้แก่ คำ�ว่� “ศิลป์” ในตำ�แหน่งคำ�ที่ ๘ ของวรรคที่ ๑ ส่งสัมผัสไปยังคำ�ว่� “ริน” ในตำ�แหน่ง
           คำ�ที่ ๓ ของวรรคที่ ๒ คำ�ว่� “สง่�” ในตำ�แหน่งคำ�ที่ ๘ ของวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสไปยังคำ�ว่� “ต�” ในตำ�แหน่ง

           คำ�ที่ ๘ ของวรรคที่ ๓ และคำ�ว่� “พ�” ในตำ�แหน่งคำ�ที่ ๓ ของวรรคที่ ๔
                            นอกจ�กนี้บทประพันธ์ข้�งต้นยังมีก�รเล่นเสียงสัมผัสสระโดยได้เพิ่มสัมผัสสระ

           ภ�ยในวรรคด้วยเช่นกัน ดังจะสังเกตเห็นว่�ในวรรคที่ ๑ คำ�ว่� “ใด” สัมผัสกับคำ�ว่� “ไร้” เช่นเดียวกับ
           วรรคที่ ๒ ที่คำ�ว่� “โฉม” สัมผัสกับคำ�ว่� “ประโลม” ในขณะที่วรรคที่ ๓ คำ�ว่� “ใคร” สัมผัสกับคำ�ว่�

           “ไม่” และคำ�ว่� “เห็น” สัมผัสกับคำ�ว่� “เป็น” ซึ่งเพิ่มคว�มไพเร�ะให้แก่บทประพันธ์ได้เป็นอย่�งดี
   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25