Page 48 - ตัวอย่าง หนังสือเรียน หลัภภาษาไทย ม.5
P. 48

G    P P  A1 A2 S
                                                                                              ๔๙



                                                            ื
                                                               ี
               “...ประเทศชาติอยูในภาวะท่ตองอาศัยความเขมแข็ง เพ่อท่จะใหอยูรอด ประเทศไทยจะอยูไดก็ดวย
                                      ี
          ทุกคน ทุกฝายสามัคคีกัน ความสามัคคีนั้นไดพูดอยูเสมอวาตองมี แตอาจจะเขาใจยากวาทําไมสามัคคี
          จะทําใหบานเมืองอยูได สามัคคีก็คือ การเห็นแกบานเมือง และชวยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสรางบานเมือง
                                       ึ
          ใหเขมแข็งดวยการเห็นอกเห็นใจซ่งกันและกัน และทํางานดวยความซ่อสัตยสุจริต ตองสงเสริมงาน
                                                                      ื
          ของกันและกัน และไมทําลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรใหไดพูดปรองดองกัน อยาเรื่องใครเรื่องมัน
          และงานก็ทํางานอยางตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชนสวนรวม...”

                          พระราชดํารัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
                                                           พระราชทานในพิธีประดับยศนายตํารวจชั้นนายพล
                                              ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙
                                                          จาก (คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ,  ๒๕๕๖)


                                                  ํ
                                                                                       ี
                                                    ั
               ประโยคในขอความนี้เห็นไดชัดวาใชการซ้าท้งคําและวลี เชน “ประเทศชาติอยูในภาวะท่ตองอาศัย
          ความเขมแข็ง เพื่อที่จะใหอยูรอด ประเทศไทยจะอยูไดก็ดวยทุกคน ทุกฝายสามัคคีกัน ความสามัคคีนั้น
          ไดพูดอยูเสมอวาตองมี แตอาจจะเขาใจยากวาทําไมสามัคคีจะทําใหบานเมืองอยูได” เพื่อเนนความหมาย
          ใหเขาใจชัดเจน และเพื่อกระตุนความคิด จิตสํานึกของผูฟง


               “พระบรมรูปทรงมา ณ พระลานหนาพระท่นั่งอนันตสมาคม เปนพระบรมราชานุสาวรียพระบาท-
                                                   ี
          สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ ๕ ท่ประชาชนท้งประเทศพรอมใจกันสรางถวายในรัชกาล
                                                   ี
                                              ี
                                                            ั
          ของพระองคขณะยังดํารงพระชนมอยูเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ ถือเปนความมหัศจรรยอยางยิ่ง ประการหนึ่ง
          คือ ตามปรกติอนุสาวรียของบุคคลนั้น มักจะสรางภายหลังท่บุคคลนั้นสิ้นชีวิตไปแลว ยกเวน
                                                                  ี
          พระบรมรูปทรงมาแหงเดียวเทานั้น อีกทั้งพระองคยังไดเสด็จพระราชดําเนินเปนประธานเปดพระบรมรูป
          ดวยพระองคเอง”

                                        เรียบเรียงจาก (กระทรวงวัฒนธรรม, ศูนยขอมูลกลางทางวัฒนธรรม, ๒๕๕๕)

               ขอความนี้มีการละ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว” ในประโยควา “ขณะยังดํารงพระชนมอยู
          เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑”


               “คนเราเมื่อเคราะหรายไมวาจะบายหนาไปทางไหนก็มักเผชิญหนากับภัยอันตรายเสมอเหมือน
                                                                                            
                    
                 ึ
          สํานวนข้นตนไมปะรงแตน สํานวนนีเขาใจวา มีความหมายไปในทํานองเดียวกับ หนีเสือปะจระเข คือ
                           ั
                                              
                                          
                                        ้
          หนีภัยอยางหนึ่งนึกวาจะพนกลับตองพบภัยอีกอยางหนึ่ง”
                                                                 จาก (ฐะปะนีย  นาครทรรพ, ๒๕๔๕ : ๔๖)
               ขอความนี้ใชการแทนคําวา “สํานวนขึ้นตนไมปะรังแตน” ดวยคําวา “สํานวนนี้” เพ่อจะไดไมตอง
                                                                                    ื
          กลาวคําซํ้าอีก
   43   44   45   46   47   48   49   50   51   52   53