Page 69 - ตัวอย่าง หนังสือเรียน วรรณคดี ม.5
P. 69

70      G    P A1 A2 S
                     P


          แต่ต้องมาสิ้นพระชนม์กลางป่าอย่างน่าอนาถใจ กวีได้นำาเอาสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในป่ามาเปรียบเทียบ

          กับสิ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกันเมื่ออยู่ในวัง ได้แก่ เปรียบป่าอันรกชัฏเป็นป่าช้า เปรียบบรรณศาลา
          เป็นพระเมรุมาศ เปรียบเสียงนกร้องเป็นเสียงกลองประโคมใน เปรียบเสียงจิ้งหรีด จักจั่น เรไร
          เป็นเสียงแตรสังข์และปี่พาทย์ เปรียบเมฆหมอกเป็นเพดาน เปรียบต้นยูง ต้นยางในป่าเป็นฉัตรเงิน

          และฉัตรทอง และเปรียบแสงจันทร์เป็นไฟประทีป ความเปรียบเช่นนี้จึงสื่อความหมายว่าพระนางมัทรี
          ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์อันสูงส่งและมีคุณธรรมที่ควรยกย่องนับถือนี้ยังไม่สมควรที่จะต้องมาสิ้นพระชนม์

          ณ สถานที่นี้ และในเวลานี้แต่อย่างใด เป็นความเปรียบที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของความอาลัยอาวรณ์
          ที่พระเวสสันดรมีต่อพระนางมัทรี


            ๓.๓  บุคคลวัต      เช่น


            ...โอพระอาศรมเจ้าเอ๋ยน่าอัศจรรย์ใจ แต่ก่อนดูนี่สุกใสด้วยสีทอง เสียงเนื้อนกนี่รำ่าร้องสำาราญ
            รังเรียกคู่คูขยับขัน ทั้งจักจั่นพรรณลองไนเรไรร้องอยู่หริ่ง ๆ ระเรื่อยโรย โหยสำาเนียงดั่งเสียงสังคีต
            ขับประโคมไพร โอเหตุไฉนเหงาเงียบเมื่อยามนี้ ทั้งอาศรมก็หมองศรีเสมือนหนึ่งว่าจะเศร้าโศก...



               บทประพันธ์ข้างต้นเป็นการใช้ภาพพจน์แบบบุคคลวัต โดยใช้พระอาศรมที่เป็นสิ่งไม่มีชีวิต

          แสดงความรู้สึกหม่นหมองโศกเศร้า การใช้บุคคลวัตในลักษณะดังกล่าวเป็นกลวิธีในการถ่ายทอดอารมณ์
          ของตัวละครที่กำาลังตกอยู่ในสภาวะแห่งความทุกข์ เมื่อมองไปยังสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อันเป็นสิ่งที่เคยสวยงาม
          กลับกลายเป็นความเศร้าหมองไม่สวยงามดังเดิม บุคคลวัตในบทประพันธ์นี้จึงช่วยเพิ่มความทุกข์

          ของพระนางมัทรีให้ผู้อ่านรับรู้ได้มากยิ่งขึ้น


                    กิจกรรมพินิจพิเคราะห์


             นักเรียนร่วมกันพิจารณาว่า บทประพันธ์ต่อไปนี้มีคุณค่าด้านวรรณศิลป์อย่างไร
               ๑.  ...นางก็เศร้าสร้อยสลดพระทัย ดั่งเอาเหล็กแดงมาแทงใจให้เจ็บจิตนี่เหลือทน อุปมา

             เหมือนคนไข้หนักแล้วมิหนำา ยังแพทย์เอายาพิษมาวางซำ้าให้เวทนา เห็นชีวานี้คงจะไม่รอด
             ไปสักกี่วัน...
               ๒.  ...เสด็จด่วน ๆ ดะดุ่มเดินเมิลมุ่งละเมาะไม้มองหมอบ แต่ย่างเหยียบเกรียบกรอบ

             ก็เหลียวหลัง พระโสตฟังให้หวาดแว่วว่าสำาเนียงเสียงพระลูกแก้วเจ้าบ่นอยู่งึม ๆ พุ่มไม้ครึ้ม
             เป็นเงา ๆ ชะโงกเงื้อม พระเนตรเธอแลเหลือบให้ลายเลื่อมเห็นเป็นรูปคนตะคุ่ม ๆ อยู่คล้าย ๆ

             แล้วหายไป...
               ๓.  ...ฝ่ายฝูงเทพทุกสถาน พิมานไม้ไศลเกริ่นเนินแนวพนาวาส ได้สดับคำาประกาศสองกุมาร
             ทรงพระกันแสงสั่งสารจนสุดเสียง ดั่งทิพยพิมานจะเอนเอียงอ่อนลงช้อยชด เทพเจ้าก็เศร้าสลด

             พิลาปเหลียวมาดูดูมิได้...
   64   65   66   67   68   69   70   71   72   73   74