Page 68 - ตัวอย่าง หนังสือเรียน วรรณคดี ม.5
P. 68

P
                                                                     G    P A1 A2 S            69

               บทประพันธ์ข้างต้นเป็นการซำ้าคำาอย่างมีวรรณศิลป์ กวีใช้คำาว่า “สุด” ซำ้า ๆ ในหลายตำาแหน่ง
          เพื่อเป็นการเน้นยำ้าความหมายของบทประพันธ์ให้หนักแน่นขึ้น กล่าวคือ บทประพันธ์ข้างต้นพรรณนา

          สภาวะทางอารมณ์และความรู้สึกของพระนางมัทรีที่ดั้นด้นค้นหาสองกุมารตลอดทั้งคืน การซำ้าคำาว่า สุด
          ในลักษณะนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระนางมัทรีใช้กำาลังแรงกายทั้งหมดที่มีเพื่อทุ่มเทในการติดตาม
          พระกัณหาและพระชาลีด้วยความห่วงใย เป็นการแสดงให้เห็นความรักอันยิ่งใหญ่ที่แม่มีต่อลูก

          ได้อย่างลึกซึ้งกินใจ
               ๓.  วรรณศิลป์ที่เกิดจากการใช้ภาพพจน์ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ปรากฏภาพพจน์

          ประเภทต่าง ๆ ที่กวีนำามาใช้เพื่อให้สามารถสื่อความหมายที่ต้องการจะนำาเสนอให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังนี้

           ๓.๑  อุปมา      เช่น


              “...มีอุปไมยเสมือนหนึ่งลูกทรายทรามคะนอง ปองที่ว่าจะชมแม่เมื่อสายัณห์...”
              “...เสมือนหนึ่งลูกหงส์เหมราชปักษิน ปราศจากมุจลินท์ไปตกคลุกในโคลนหนอง สิ้นสีทอง

            อันผ่องแผ้ว...”


               บทประพันธ์ข้างต้นเป็นการใช้ความเปรียบเพื่อแสดงความเยาว์วัยของสองกุมาร โดยเปรียบเทียบ
          สองกุมารว่ามีลักษณะเหมือนกับลูกทรายซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่กำาลังซุกซน การเปรียบเทียบเช่นนี้

          แสดงให้เห็นความเยาว์วัยของสองกุมารที่ยังต้องการการดูแลจากพระมารดา อีกตอนหนึ่งเป็นการ
          เปรียบเทียบว่ามีลักษณะเหมือนลูกหงส์เหมราชที่พลัดพรากจากสระมุจลินท์ไปอยู่ในโคลนหนอง
          การเปรียบเทียบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าสองกุมารไม่เคยได้รับความยากลำาบาก การที่ไม่ได้อยู่ในสายตา

          ของพระมารดาจึงทวีความน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นไปอีก ภาพพจน์แบบอุปมาที่ปรากฏในบทประพันธ์ข้างต้น
          จึงช่วยสร้างอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่านให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น


           ๓.๒  อุปลักษณ์      เช่น


            ...เจ้ามาตายจากพี่ไปในวงวัด เจ้าจะเอาป่าชัฏนี่หรือมาเป็นป่าช้า จะเอาพระบรรณศาลานี่หรือเป็น

            บริเวณพระเมรุทอง  จะเอาแต่เสียงสาลิกาอันรำ่าร้องนั่นหรือมาเป็นกลองประโคมใน
            จะเอาแต่เสียงจักจั่นและเรไรอันรำ่าร้องนั่นหรือมาต่างแตรสังข์และพิณพาทย์ จะเอาแต่เมฆหมอก
            ในอากาศนั่นหรือมากั้นเป็นเพดาน จะเอาแต่ยูงยางในป่าพระหิมพานต์มาต่างฉัตรเงินและฉัตรทอง

            จะเอาแต่แสงพระจันทร์อันผุดผ่องมาต่างประทีปแก้วงามโอภาส...



               บทประพันธ์ข้างต้นเป็นการใช้ภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ได้อย่างมีพลัง เนื่องจากสร้างความสะเทือน
          อารมณ์ให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ เนื้อความในบทประพันธ์นี้เป็นตอนที่พระนางมัทรีสลบไป

          เนื่องจากได้เที่ยวติดตามค้นหาสองกุมารตลอดทั้งคืน พระเวสสันดรเข้าพระทัยว่าพระนางมัทรี
          สิ้นพระชนม์จึงทรงรำาพึงรำาพันออกมา แสดงความเวทนาสงสารว่าพระนางมัทรีผู้เป็นอิสตรีชั้นสูง
   63   64   65   66   67   68   69   70   71   72   73