Page 6 - ตัวอย่าง หนังสือเรียน หลัภภาษาไทย ม.5
P. 6

G    P P  A1 A2 S
                                                                                               ๗



                                           ี
                             ื
                  คนไทยมักเช่อวาหากเอยสิ่งท่ดี เราก็มักจะไดสิ่งดีนั้นกลับไปดวย เชน การเปล่ยนช่อตนไม
                                                                                         ื
                                                                                     ี
                                                               ี
                                    ื
                                                                                              ื
                                                                           ํ
           ั
         “ล่นทม” เปน “ลีลาวดี” เพราะช่อเดิมไปพองกับคําวา “ระทม” ท่หมายถึง เจ็บช้า ทุกขตรม การเรียกช่อ
             
                  
                          ั
                                     
                                                                 ื
                                                             ั
                                                                                          
                                                                                
                                               ่
                                         
                                                         ิ
                                               ื
         “แหว” เปน “สมหวง” เพราะคําวาแหว อาจสอถึงความผดหวง หรอการนิยมปลูกตนมะยมกับตนขนุน
                        ่
                        ื
                                                                                         ึ
              
         ไวทบาน เพราะชอไปพองกับคําวา นิยม และหนุน หรอเกือหนุน ตามลาดับ ดวยเหตนี้ภาษาจงมีพลง
                                                           ้
                                                                      ํ
                                                        ื
                                                                                  ุ
                                     
                                                                                               ั
           
             ี
             ่
                                               
                                                                               
                                                                     ่
                                                                     ี
                                                                                        
                                                                                           ี
                                                      
                                                                  ี
                                                                           
         ในการกําหนดความนึกคิดของมนุษย การใชภาษาใหสุภาพและหลกเลยงคําตองหามนันไมใชเพยงแต       
                                                                                   ้
         คําหยาบหรือคําดาเทานั้น แตยังรวมถึงคําที่มีอิทธิพลตอความคิดหรือจิตใจของผูอื่นในแงรายอีกดวย
                                 ี
                                                                         ู
                                                                                      ู
               ๕.  พลังของภาษาท่มีตองานประพันธ พลังของภาษามีอํานาจใหผอานเกิดความรสึกไปตามท่   ี
          ผเขียนตองการได รวมท้งสํานวนลีลาภาษายังทําใหผอานเกิดความประทับใจในงานเขียนนั้น ๆ ไดดวย
           ู
                              ั
                                                      ู
                                                   ื
                                                                                     ุ
                                                                                             ู
          การเลือกใชถอยคําในงานเขียนตาง ๆ จึงตองส่อความไดชัดเจน มีนํ้าหนักในการกระตนความรสึก
               ู
                                                           ู
          ของผอาน ใหผอานเกิดรสความ การใชคําใหเกิดความรสึกในงานประพันธ เชน บทกวี นวนิยาย
                       ู
          เร่องสั้น บทเพลง หรือแมแตวรรณคดีไทยโบราณ จะทําใหงานเขียนและผอานเขาถึงกันไดดี (วัลลภา
           ื
                                                                         ู
          วิทยาภิรักษ, ๒๕๕๗ : ๔๐-๔๑) พิจารณาตัวอยางตอไปนี้
                                 คือนํ้าผึ้ง คือนํ้าตา คือยาพิษ
                             คือหยาดนํ้า อมฤต อันชื่นชุม
                             คือเกสร ดอกไม คือไฟรุม
                             คือความกลุม คือความฝน นั่นแหละรัก
                                                                      จาก (รยงค เวนุรักษ, ๒๕๑๓ : ๕๐)
                 หากพิจารณาการเลือกใชถอยคําในบทกวีขางตน จะเห็นวากวีมีการเลือกใชคําท่กระทบใจ
                                                                                       ี
                                                                                   ี
                                                                              ู
                                                      ี
          ของผอานไดเปนอยางดี ผานกลวิธีการเปรียบเทียบท่คมคายและเขาใจงาย ทําใหผอานท่มีประสบการณ 
              ู
                                                                                          ู
          ทางความรักในหลายลักษณะเกิดความรสึกรวมไดไมยาก การท่อานบทกวีแลวเกิดการรับรอยางนี้
                                             ู
                                                                  ี
          ก็นับวามาจากพลังของภาษาดวยเชนกัน
                 พลังของภาษาในการประพันธยังสรางความรูสึกที่หลากหลายใหแกผูอาน ในที่นี้จะยกตัวอยาง
          จากเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ในการพรรณนานรกภูมิ ดังนี้
                 “นรกบาวถัดนั้นอันเปนคํารบ ๑๕  ชื่อ โลหสิมพลีนรก ฝูงคนอันทําชูดวยเมียทานก็ดี แลผูหญิง
          อันมีผัวแลวแลทําชจากผัวก็ดี คนฝูงนั้นตายไปเกิดในนรกนั้น นรกนั้นมีปาไมง้วปาหนึ่งหลายตน
                                                                                ิ
                           ู
          นักแล ตนง้วนั้นสูงไดแลตนแลโยชน แลหนามง้วนั้นเทียรยอมเหล็กแดงเปนเปลวลุกอยู แลหนามง้วนั้น
                                                                                            ิ
                                                 ิ
                   ิ
          ยาวได ๑๖ นิ้วมือ เปนเปลวไฟลุกอยูบหอนจะรดับสักคาบแล ในนรกนั้นเทียรยอมผหญิงผชายหลาย
                                                                                       ู
                                                  ู
                                                                                  ู
                                                                                               ํ
                                                                ู
                                                                                ิ
          แลคนฝูงนั้นเขารักใครกันดั่งกลาวมาดุจกอนนั้นแล ลางคาบผหญิงอยูบนปลายง้ว ผชายอยูภายต่า
                                                                                   ู
          ฝูงยมพะบาลก็เอาหอกดาบหลาวแหลนอันคมเทียรยอมเหล็กแดงแทงตีนผชายจําใหข้นไปหาผหญิง
                                                                          ู
                                                                                    ึ
                                                                                           ู
          วา ชู สูอยูบนปลายงิ้วโพน...”
                                             จาก (ไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระรวง ของกรมศิลปากร, ๒๕๒๖ : ๑๗)
   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11