Page 42 - ตัวอย่าง หนังสือเรียน วรรณคดี ม.5
P. 42

G G  P A1 A2 S            43


                   ๔) คาถา        คือ พระธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วน ๆ ที่ไม่มีชื่อว่าพระสูตร
                                  ในสุตตนิบาต

                   ๕) อุทาน       คือ พระสูตร ๘๒ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งด้วยโสมนัสญาณ
                   ๖) อิติวุตตกะ   พระสูตร ๑๑๐ พระสูตร ที่ขึ้นต้นด้วยคำาว่า ข้อนี้สมจริงดังคำาที่
                                  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

                   ๗) ชาดก        เป็นการแสดงเรื่องในอดีตชาติของพระพุทธเจ้ามีอปัณณกชาดก เป็นต้น
                                  มีทั้งหมด ๕๕๐ เรื่อง
                   ๘) อัพภูตธรรม   คือ พระสูตรที่ปฏิสังยุตด้วยอัจฉริยภูตธรรมทั้งหมด
                   ๙) เวทัลละ     คือ ระเบียบคำาที่ผู้ถามได้ความรู้แจ้งและยินดีแล้ว

                                                                  จาก (อาทิตย์ ชีรวณิชกุล, ๒๕๖๕ : ๑-๒)


                                       เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
               “เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว” หรือ “หัวใจพระเจ้าสิบชาติ” เป็นบทสวดภาวนาหรือคาถาที่มีมา
          แต่โบราณ คณาจารย์สมัยก่อนได้กล่าวถึงอานุภาพไว้มากมายหลายประการไม่ว่าจะเป็นความสำาเร็จ

          ในด้านโภคทรัพย์ เมตตามหานิยม ความแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ ทั้งปวง หรือการอธิษฐาน
          ตามความปรารถนา เนื่องด้วยเป็นการขอพึ่งพระบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ที่ได้บำาเพ็ญธรรมอย่างยิ่งยวด
          ๑๐ ประการใน ๑๐ ชาติสุดท้าย ก่อนจะสำาเร็จมรรคผลเป็นพระโคตมพุทธเจ้าในชาติที่เป็น
          เจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์ โดยนำาพยางค์แรกของแต่ละชาติมาท่องต่อกัน
                 สิบชาติสุดท้ายที่กล่าวถึงนี้ ปรากฏในมหานิบาตชาดก ที่แปลว่า ชาดกที่ชุมนุมเรื่องใหญ่ หรือที่

          โบราณเรียกว่า “ทศชาติ” (ชาดก คือ เรื่องราวที่เป็นอดีตชาติของพระโคตมพุทธเจ้า สมัยที่ยังทรงเป็น
          พระโพธิสัตว์บำาเพ็ญบารมีอยู่ โดยเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์บ้าง แล้วพระองค์ทรงนำามาเล่าให้
          พระสงฆ์ฟังในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแสดงหลักธรรมที่ทรงประสงค์ ด้วยลักษณะชาดกเป็นเรื่องเล่า

          คล้ายนิทาน บางครั้งจึงเรียก นิทานชาดก ซึ่งชาดกที่ทรงเล่านั้นมีหลายร้อยเรื่อง แต่เรื่องที่รู้จักกันดีคือ
          “ทศชาติชาดก” นั่นเอง) โดยในชาดกดังกล่าว ได้เล่าถึงพระโคตมพุทธเจ้าว่า ทรงบำาเพ็ญบารมีธรรม
          เรื่องใดในแต่ละชาติ ดังนี้
                     ชาติที่ ๑ เกิดเป็นพระเตมีย์ บำาเพ็ญเนกขัมมบารมี
                    ชาติที่ ๒ เกิดเป็นพระมหาชนก บำาเพ็ญวิริยบารมี

                    ชาติที่ ๓ เกิดเป็นพระสุวรรณสาม บำาเพ็ญเมตตาบารมี
                    ชาติที่ ๔ เกิดเป็นพระเนมิราช บำาเพ็ญอธิษฐานบารมี
                    ชาติที่ ๕ เกิดเป็นพระมโหสถ บำาเพ็ญปัญญาบารมี

                    ชาติที่ ๖ เกิดเป็นพระภูริทัต บำาเพ็ญศีลบารมี
                   ชาติที่ ๗ เกิดเป็นพระจันทกุมาร บำาเพ็ญขันติบารมี
                    ชาติที่ ๘ เกิดเป็นพระพรหมนารท บำาเพ็ญอุเบกขาบารมี
                    ชาติที่ ๙ เกิดเป็นพระวิธูรบัณฑิต บำาเพ็ญสัจจบารมี
                    ชาติที่ ๑๐ เกิดเป็นพระเวสสันดร บำาเพ็ญทานบารมี

                                                                      จาก (ทัศชล เทพกำาปนาท, ๒๕๖๓)
   37   38   39   40   41   42   43   44   45   46   47